[x] ปิดหน้าต่างนี้
Auditors by comone
 โรงพยาบาลมุกดาหาร
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป    
IP ของคุณคือ 3.226.243.130     
ค้นหา  
เมนูหลัก
ระบบสมาชิก
Username :
Password :
สมัครสมาชิก || ลืมรหัสผ่าน
สมาชิกทั้งหมด 178 คน
สมาชิกที่กำลังออนไลน์ 0 คน
ฝากข้อความ
ชื่อ :
รหัส
ข้อความ

Close
:) :D :(
:o :p ;)
:| x( :~
(ตัวแสดงอารมณ์)

link banner

แบบสำรวจความเห็น

   คุณคิดว่าคุณเป็นคนเช่นไร


  1. ดีมาก
  2. ดี
  3. ปานกลาง
  4. แย่
  5. แย่มาก

  

งานวิจัยทางการแพทย์
    เรื่อง : ผลการพัฒนาเทคนิคการฉีดยาต้านการแข็งตัวของเลือดเข้าใต้ผิวหนัง ต่อการเกิดรอยจ้ำเลือดหรือก้อนเลือด ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ/อุดตัน โรงพยาบาลมุกดาหาร

เจ้าของผลงาน : แสงไทย ไตรยวงค์ และคณะ
พุธ ที่ 4 เดือน เมษายน พ.ศ.2555
เข้าชม : 3351    จำนวนการดาวน์โหลด : 1078 ครั้ง
Not Rated stars เฉลี่ย : Not Rated จาก 0 ครั้ง.

บทคัดย่อ :
          การศึกษาวิจัยแบบทดลองเบื้องต้นครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตราการเกิดรอยจ้ำเลือดหรือก้อนเลือด และเปรียบเทียบอัตราการเกิดรอยจ้ำเลือดหรือก้อนเลือด จากการฉีดยาต้านการแข็งตัวของเลือดเข้าใต้ผิวหนัง ระหว่างก่อนและหลังพัฒนาเทคนิคการฉีดยาต้านการแข็งตัวของเลือดเข้าใต้ผิวหนัง ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ /อุดตัน ที่เข้ารับการในโรงพยาบาลมุกดาหาร ตั้งแต่เดือนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ถึง เดือน วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553 โดยมีเกณฑ์ในการคัดออกประชากรดังนี้ ผู้ป่วยที่มีข้อห้ามในการให้ยาละลายลิ่มเลือด ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกร็ดเลือดต่ำ ผู้ป่วยที่แพ้ยา heparin หรือ low molecular weight heparin และผู้ป่วยที่รับประทานยา Anticoaculant drug จำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 65 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เป็นแบบบันทึกข้อมูล ซึ่งประกอบด้วยข้อมูล ข้อมูลทั่วไป ข้อมูลด้านการรักษา และ การเกิดภาวะแทรกซ้อน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบบันทึกข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย สถิติวิเคราะห์ ได้แก่ Chi- square ผลการวิจัยมีดังต่อไปนี้ พบการเกิดจ้ำเลือดหรือก้อนเลือดภายหลังฉีดยาต้านการแข็งตัวของเลือดเข้าใต้ผิวหนัง ในกลุ่มก่อนดำเนินการจำนวน 14 ราย ( 46.7%) และกลุ่มหลังดำเนินการจำนวน 5 ราย( 14.3%) (p = .010) ผู้ป่วยที่เกิดจ้ำเลือดเพียงอย่างเดียว ใน กลุ่มก่อนดำเนินการจำนวน 12 ราย (40.0%)และกลุ่มหลังดำเนินการจำนวน 5 ราย (14.3%) (p = .039 ) ผู้ป่วยที่เกิดก้อนเลือดเพียงอย่างเดียวในกลุ่มก่อนดำเนินการจำนวน 3 ราย (10.0%) และกลุ่มหลังดำเนินการจำนวน 1 ราย (2.9%) (p= .328) และมีแนวโน้มของขนาดของจ้ำเลือดลดลง ในกลุ่มก่อนดำเนินการมีค่าเฉลี่ยที่ 2.9 เซนติเมตรขนาดที่พบมากที่สุดช่วง 2 – 3 เซนติเมตรพบ ร้อยละ 66.7 หลังดำเนินการมีค่าเฉลี่ยที่ 1.16 เซนติเมตร พบมากที่สุดช่วง 1 เซนติเมตรพบ ร้อยละ 83.3 เช่นเดียวกันขนาดของก้อนเลือดกลุ่มก่อนดำเนินการพบขนาดมากกว่า 5 เซนติเมตร ค่าเฉลี่ยที่ 6.7 เซนติเมตร กลุ่มก่อนดำเนินการพบขนาดน้อยกว่า 5 เซนติเมตร ค่าเฉลี่ยที่ 3 เซนติเมตร ตามลำดับ

           ผลการพัฒนาเทคนิคการฉีดยาต้านการแข็งตัวของเลือดเข้าใต้ผิวหนัง ทำให้การเกิดรอยจ้ำเลือดหรือก้อนเลือดหลังการฉีดยาต้านการแข็งตัวของเลือดเข้าใต้ผิวหนังลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และขนาดของจ้ำเลือดและก้อนเลือดลดลง




ดาวน์โหลด  ( Fulltext )

งานวิจัยทางการแพทย์ 5 อันดับล่าสุด

      ปัจจัยที่มีผลต่อภูมิคุ้มกันและการเจริญเติบโตของผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อ เอชไอวี ที่รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสในโรงพยาบาลมุกดาหาร 4 เม.ย.2555
      อุบัติการณ์การเกิดเบาหวานขึ้นจอประสาทตาของผู้ป่วยเบาหวานในจังหวัดมุกดาหาร 4 เม.ย.2555
      ผลการพัฒนาเทคนิคการฉีดยาต้านการแข็งตัวของเลือดเข้าใต้ผิวหนัง ต่อการเกิดรอยจ้ำเลือดหรือก้อนเลือด ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ/อุดตัน โรงพยาบาลมุกดาหาร 4 เม.ย.2555
      ระดับน้ำตาลในเลือดที่เหมาะสมในการตรวจฮีโมโกลบินเอวันซี ในผู้ป่วยเบาหวานที่เข้ารับบริการโรงพยาบาลมุกดาหาร 4 เม.ย.2555
      ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางไตในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลมุกดาหาร 4 เม.ย.2555